ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาหลักสูตร
การศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตร ผู้วิจัย (ภัทราภรณ์ โพนเงิน) ได้สังเคราะห์แนวคิดในด้านการพัฒนาหลักสูตรของกรมวิชาการ (2539) ที่คาดว่าสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มี 2 ด้าน คือ
1. ความพร้อมที่มีอยู่ภายในโรงเรียน เช่น บุคลากร การบริหาร วัสดุอุปกรณ์ ความร่วมมือระหว่างบุคคลในโรงเรียน ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนหรือท้องถิ่น
2. ความพร้อมที่มีอยู่นอกโรงเรียน เช่น ความร่วมมือของชุมชนผู้ปกครอง หน่วยงาน เป็นปัจจัยหลัก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตร แบ่งเป็น 2 ปัจจัย คือ
1. ปัจจัยภายใน
2. ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายใน คือ ตัวแปรที่อยู่ในระบบโรงเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หมายถึง มีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์หรือมีอิทธิพลต่อการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาทั้งในด้านการปรับขยาย เพิ่มเติม การจัดทำรายวิชา การจัดทำสื่อเสริม และการกำหนดกิจกรรมเสริม ได้แก่
1. ความพร้อมด้านบุคคลากร
หมายถึง การจัดเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรในด้านความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาหลักสูตร การจัดสรรจำนวนบุคลากรที่เหมาะสม และการแบ่งภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
2. ความพร้อมด้านสื่ออุปกรณ์และอาคารสถานที่
หมายถึง การวางแผน การจัดเตรียมอาคารสถานที่ จำนวนสื่อ ที่อำนวยต่อการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
3. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักสูตรของผู้บริหาร
หมายถึง ความรู้ความสามารถของผู้บริหาร ในการวางแผนการบริหารจัดการหลักสูตรในด้านการจัดทำสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร การสนับสนุนด้านอำนวยความสะดวกในการพัฒนาหลักสูตร การนิเทศติดตามการใช้หลักสูตร และการประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้
4. นโยบายการบริหาร
หมายถึง การกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน เพื่อให้มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยมีการจัดประชุมชี้แจงให้บุคลากรรับทราบและเข้าใจนโยบายของโรงเรียนและถือเป็นแนวปฏิบัติ
5. งบประมาณ
หมายถึง การจัดสรรดำเนินการใช้เงินงบประมาณและนอกงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
ปัจจัยภายนอก หมายถึง ตัวแปรที่อยู่ภายนอกระบบโรงเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งในการพัฒนาหลักสูตรนั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคลากรในชุมชนหรือท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย เนื่องจากในสภาพปัจจุบัน ต้องการเน้นให้หลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมานั้น ได้สะท้อนถึงสภาพปัญหาและภูมิปัญญาท้องถิ่น (กระทรวงศึกษา, 2545) ได้แก่
1. ความร่วมมือจากชุมชน
หมายถึง การเข้าร่วมประชุม เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรจากบุคลากรในชุมชน การสนับสนุนช่วยเหลือด้านวิทยากรในท้องถิ่น และทุนทรัพย์ในการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ เพื่อการพัฒนาหลักสูตร
2. ความร่วมมือจากผู้ปกครอง
หมายถึง การเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเข้าร่วมประชุม เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนช่วยเหลือในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และทุนทรัพย์เพื่อการพัฒนาหลักสูตร
3. การสนับสนุนจากหน่วยงานในท้องถิ่น
หมายถึง การช่วยเหลือจากหน่วยงานในชุมชน ในเรื่องของงบประมาณ สื่ออุปกรณ์ และการจัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างคนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลก ไม่ว่าจะหลักสูตรใดก็ตาม หากนำไปใช้แล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หลังการนำไปใช้ระยะหนึ่ง จากการศึกษาวิจัยพบว่า มีปัญหาบางประการ เช่น ด้านตัวชี้วัดหรือคุณลักษณะความรู้ความสามารถของผู้เรียนภายหลังจากเรียนจบแต่ละช่วงชั้นแล้วยังขาดความชัดเจน อีกทั้งครูผู้สอนโดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่จำนวนมากไม่สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ได้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 จัดทําขึ้นเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับท้องถิ่นและสถานศึกษานําไปเป็นกรอบและทิศทางพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน จากข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผล การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่กล่าวถึง ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 1 จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมพัฒนาประเทศพื้นฐานในการดำรงชีวิต การพัฒนาสมรรถนะและทักและกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูตร การเรียนการสอนในแต่ละระดับ นอกจากนั้นได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผลผู้เรียน เกณฑ์การจบการศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนำไปปฏิบัติดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติแต่ยังคงยึดมาตรฐานการเรียนรู้และหลักการเดิม
